รถรับจ้าง กับยางปัดน้ำฝน อุปกรณ์เล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ยางปัดน้ำฝน คืออุปกรณ์สำหรับไล่น้ำ ความชื้นหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่มาเกาะบนกระจกหน้ารถให้หมดไป เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่เกาะบนกระจกหน้ารถจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง ยิ่งในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีมรสุมก็นับเป็นช่วงที่อุปกรณ์ชนิดนี้มีความจำเป็นเป็นอย่างมาก

เป็นอุปกรณ์ที่ต้องเผชิญกับสภาวะอากาศต่าง ๆ ทั้งแดดที่ร้อนแรง ความชื้นจากฝน หรือลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการดูแลอุปกรณ์ชนิดนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้เลย เพราะหากที่ปัดน้ำฝนไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็จะส่งผลให้เกิดอันตรายในระหว่างการขับขี่รถยนต์ได้เป็นอย่างสูง

ลักษณะและสาเหตุของการเสื่อมสภาพ

กรณีที่ปัดน้ำฝนเสื่อมและสึกหรอนั้นมาจากปัจจัยหลายเรื่อง ซึ่งสาเหตุหลักคือการเผชิญต่อมลภาวะของอุปกรณ์ ทั้งฝุ่นควัน ไอเสีย และน้ำฝนที่มีสภาพเป็นกรด โดยมากอุปกรณ์ชนิดนี้จึงผลิตจากวัสดุที่มีความทนทานสูง เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างยาวนาน ยางปัดน้ำฝนคุณภาพสูงจึงมักผลิตจากยางชนิดพิเศษที่มีราคาสูง

เพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ หากใช้ที่ปัดน้ำฝนที่เนื้อยางคุณภาพไม่ดีพอก็มักจะเกิดการสึกหรอได้เร็ว ยิ่งในช่วงที่ภูมิอาการแปรปรวนทั้งร้อน หนาว และฝนก็ยิ่งเกิดการเสื่อมสภาพได้ง่าย อาจเกิดการผุกร่อนบนผิวสัมผัสจนไม่สามารถกวาดเศษสิ่งสกปรกและความชื้นออกจากกระจกหน้ารถได้หมด

ผู้ใช้รถจึงควรตรวจสอบที่ปัดน้ำฝนเป็นประจำ หรือหากใช้งานแล้วพบว่าที่ปัดน้ำฝนไม่สามารถกวาดสิ่งสกปรกออกไปได้หมดก็ควรทำการเปลี่ยนใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าวิสัยทัศน์ในการมองเห็นจะไม่ถูกจำกัด อันเนื่องมาจากความชื้นหรือสิ่งสกปรกที่เกาะกระจกหน้าอยู่

การดูแลรักษาที่ปัดน้ำฝน

ที่ปัดน้ำฝนอาจเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ต้องใช้งานตลอดเวลา แต่การเผชิญกับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ อยู่เสมอก็เพียงพอให้อุปกรณ์นี้เกิดการชำรุดหรือเสื่อมสภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน ๆ ที่จะส่งผลให้ยางปัดน้ำฝนมีลักษณะแข็งกรอบ ไม่ยืดหยุ่น

ยิ่งยางต้องแนบกับกระจกไปพร้อม ๆ กับความร้อนที่ได้รับ ก็ยิ่งส่งผลให้เนื้อยางเกิดลักษณะเสียรูปทรงได้ง่าย แต่หากจะป้องกันด้วยการยกก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้นนั้น ก็จะส่งผลให้สปริงที่อยู่บริเวณก้านที่ปัดน้ำฝนมีโอกาสเสื่อมได้ ทำให้แรงกดของที่ปัดน้ำฝนบนกระจกหน้ารถลดลง ประสิทธิภาพในการกำจัดน้ำ ความชื้น และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็จะลดลงตามไปด้วย

พิจารณาเปรียบเทียบจากค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนสปริงกับใบยางของที่ปัดน้ำฝน อาจกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนยางมีความคุ้มค่ากว่ามาก ดังนั้นการหลีกเลี่ยงให้รถจอดกลางแดดเป็นระยะเวลานาน ๆ น่าจะดีกว่า หรืออาจหาผ้าใบมาลดความร้อนของแสงแดดที่จะส่งผลต่อที่ปัดน้ำฝนก็จะเป็นการดูแลรักษาที่ดีกว่ามาก

การดูแลความสะอาดของที่ปัดน้ำฝน

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพนั้นก็คือการเผชิญกับมลพิษเป็นเวลานาน ๆ เพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรกหรือมลภาวะต่าง ๆ จึงควรหมั่นตรวจสภาพความพร้อมของที่ปัดน้ำฝน และทำความสะอาดยางปัดน้ำฝนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ด้วยการยกก้านปัดน้ำฝน แล้วใช้ผ้านิ่ม ๆ ชุบน้ำสะอาดที่บิดจนหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดโดยรูดไปตามความยาวของยางในทางเดียวตลอดแผ่นยาง

ในระหว่างที่เช็ดก็ควรสำรวจว่ามีร่องรอยของการฉีกขาด หรือแข็งกรอบหรือไม่ หากพบก็ควรรีบเปลี่ยนใหม่ การสังเกตว่าที่ปัดน้ำฝนสะอาดหรือไม่ ยังสังเกตได้จากในขณะที่กำลังใช้งานที่ปัดน้ำฝนมีเสียงดัง หรืออาการสะดุด หรือทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนกระจกหรือไม่

การเลือกที่ปัดน้ำฝน

การเลือกที่ปัดน้ำฝนนั้นควรพิจารณาที่คุณภาพเป็นสำคัญ เลือกซื้อจากวัสดุ และเนื้อยางที่มีคุณภาพดี เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถนำไปใช้งานได้ยาวนาน ทนทานต่อสภาพอากาศในเขตร้อนชื้นในประเทศไทยได้ดี ส่วนโครงของที่ปัดน้ำฝนควรพิจารณาแบบที่เป็นโลหะทั้งโครง เพื่อสามารถทนต่อแรงปะทะของลม โดยเฉพาะการใช้งานในขณะที่รถขับขี่ด้วยความเร็วสูง และยังช่วยเพิ่มน้ำหนักกดทับให้การรีดน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ควรเลือกให้เหมาะกับรุ่น ขนาด และยี่ห้อของรถคันนั้น ๆ ซึ่งเจ้าของรถสามารถตรวจสอบได้จากรายละเอียดที่ระบุไว้ในคู่มือของรถคันนั้น ๆ หรือเทียบจากรุ่นของรถที่ระบุไว้บนฉลากของยางปัดน้ำฝนก็ได้ หากที่ปัดน้ำฝนมีขนาดเหมาะสม เช่นในกรณีที่มีขนาดเล็กเกินไปจะส่งผลให้รัศมีในการปัดสิ่งสกปรกออกจากกระจกหน้ารถลดน้อยลง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขทัศนวิสัยที่ไม่ดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่หากมีขนาดใหญ่เกินไปก็อาจจะทำให้ขอบยางเลยขอบกระจก ส่งผลให้ที่ปัดน้ำฝนเสียหาย และอายุการใช้งานลดลง และควรพิจารณาเนื้อยางของที่ปัดน้ำฝนที่สามารถแนบสนิทกับกระจกมองหน้าได้ดี มีลักษณะยืดหยุ่นและมีขนาดที่พอดีกับก้านปัดน้ำฝน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในขณะใช้งาน